เราเคยอ่านหนังสือเล่มนึง พูดถึงเรื่องการเดินทางว่า การเดินทางเกิดจาก "การเดิน" และ "ทาง"
มันเป็นหนังสือเขียนเอาฮาทั้งเล่ม มาตอนนี้รู้และแม่งโคตรปรัชญา ถ้ากลับไปอ่านอีกครั้งอาจไม่ตลก
เราว่าจริงๆแล้วการเดินทางเป็นเรื่องของปรัชญาล้วนๆ เค้าบอกว่า "ทาง" นั้นสำคัญว่า "การเดิน"
และมีหนังสือถึงสองเล่มบอกว่า "ทาง" สำคัญกว่า "จุดหมายปลายทาง" ซึ่งเราว่านะ
มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ !!
ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางไกลเองบ้าง ออกไปจากความศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯ ออกไปจากสาระบบชีวิตของคนซักคนประมาณเวลา 7 วัน แล้วมารู้เอาตอนจะไปว่า เหงาอะไรอย่างงี้วะ?
อะไร "ระหว่างทาง" ??
เราคิดว่าห่างกันก็น่าจะพอแล้วสำหรับการหาคำตอบ คำตอบของคำถามที่ว่า "เราจะคิดถึงกันขนาดไหน"
แต่ ! โชคชะตาหยอกล้อกับชีวิตคนเสมอ และเราเองก็ตกเป็นเหยื่อ ...
โชคชะตาแค่อยากเล่นด้วย แต่ออกจะรุนแรงไปซักหน่อย คราวหน้าเบาๆหน่อยนะ เราตกใจ !
ใครบางคน (จากบนฟ้า) อาจคิดว่า จะหาคำตอบทั้งที คำถามแค่นี้น้อยไปว่ะนาย !! ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
จัดไปชุดใหญ่เลยอาจจะดีกว่า... วันที่สองของการเดินทาง วันอังคารที่18 ตุลาคม 2553 เราก็ได้รับ การพิสูจน์ชุดใหญ่นั้นอย่างฉับพลันทันที !!
ภาพเหตุการณ์ลางเลือนมาก จำได้เป็นคีย์เวิร์ด เสียงในโทรศัพท์ดูจะขุ่นและรุนแรง เหตุผลและอารมณ์ตบตีกันเละเทะ เหตุผลของเรากลายเป็นข้ออ้างของเธอ ความผิดของนักโทษที่มีประวัติไม่ดีการทำผิดซ้ำๆ ทำให้วันนี้นักโทษจะถูกประหาร..... แต่ว่าทำยังไงดี นักโทษดูจะอยากได้อภัยโทษ !!!
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้านักโทษแอบกุ๊กกิ๊กกับผู้พิพากษาได้จะรอดตายในวาระสุดท้ายของการตัดสิน
สุดท้ายเธอบอกเราว่า อารมณ์จะอยู่เหนือเหตุผลทุกอย่าง งั้นนี่มันก็ศาลเตี้ยชัดๆ เราว่าก็ใช่
เรื่องบางเรื่องควรใช้สมอง แต่เรื่องบางเรื่องเหมาะกับสัญชาติญาณมากกว่า ถ้าใช้สมองมากไปก็จะ
ทรมานตัวเองเปล่าๆ
after shock
จากเรื่องนี้มีเยอะมาก เรียกว่าอึ้งกิมกี่ไปเป็นวันๆ หลังจบการพิพากษาแล้ว ต่างคนต่างเก็บเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปประเมินผลตามศักยภาพส่วนบุคคล เรารู้สึกผิดในสิ่งที่ทำ รู้สึกอับอายที่โวยวาย ร้องไห้เป็นบ้าเป็นบอขนาดนั้น โอ้ยจะบ้าตาย ทำไปได้ยังไง คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า ถ้าเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง เราจะทำยังไง ลองมาคิดกลับกัน ถ้าเราเป็นเธอ เราก็คงเป็นอย่างเธอนั่นแหละ ใครมันจะไปทนได้ .... เธอน่าจะเกลียดเราไปแล้ว จริงๆ แต่เปล่า มันไม่ใช่ วันถัดไป เธอบอกเธอกลับมาคิด ด้วยระบบแทนค่าสมการ หาค่า x ออกมาแล้วเธอบอกว่า มันเป็นเรื่องเล็กๆ (เธอคงลืมว่าเรื่องเล็กๆ กับเรื่องร้ายแรงเป็นเรื่องเดียวกันได้ แต่เธอจำไม่ได้ก็ดี ถ้าเธอจำได้เธออาจจะเลิกกะเราอีกก็ได้ เราก็แย่สิ555) ที่ไม่น่าต้องมาทำให้เราเสียใจขนาดนั้น (พระเอกมักโผล่หัวมาตอนจบเสมอ) เธอบอกว่า "I never let you go" หล่อมาก !!
เธอขอโทษ เธอขอบคุณ ระบบความคิดของเธอทำให้เราแปลกใจอีกแล้วแหละ
ยังยืนยันคำเดิม
เราไม่เข้าใจเธอ และคงไม่มีวันเข้าใจ แต่ก็หาเหตุผลว่าจะเข้าใจไปทำไมไม่ได้เหมือนกัน เราก็เลยไม่รู้ว่าเราจะหาไปทำไม ในเมื่อเราก็มีความสุขดี ในเมื่อเชือกที่ผูกคานที่ไม่เหมือนกัน มันสามารถมัดคานที่ต่างกันไว้ด้วยกันได้ เราก็ไม่รู้จะแกะเชือกออกเพื่อเชื่อมคานให้ติดกันทำไมให้น่าอึดอัดในเมื่อเชือกมันแน่นพอสำหรับมัด สู้ปล่อยเอาไว้ให้ล้อมันดูเก๋ๆ น่าจะดูดีกว่าเยอะ ว่าป๊ะ?
คำตอบที่สัญญาไว้ ก็คือ
เราเคยคิดว่า เราควรเอาเชือกออกและเชือมคานซักที วันนี้เราว่า มันไม่ต้องแล้ว ถ้ามันเชื่อมยากอย่างงี้
ผูกเชื่อกให้แน่นๆน่าจะง่ายกว่า
เผื่อเธอแปลไม่ออก-เราคิดว่า ไม่ต้องหาทางจะปรับตัวกันแล้วเพราะจนปัญญา เอาแค่รักให้มากๆ น่าจะง่ายกว่า
เรารู้แล้วว่าเรารักเธอมากกว่าที่เราเคยคิดไว้....เธอคงอยากรุ้ว่า ที่คิดไว้เป็นยังไง และตอนนี้เป็นยังไงใช่มั้ย?.... ก็คือว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกันคือเราเคยคิดว่า ถ้าซักวันต้องเลิกกัน เราคงเสียใจ แต่เราคงไม่ยื้อเธอไว้แต่ตอนนี้เราคิดว่า เราไม่มีเธอ ...ไม่ได้แล้วว่ะ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า เดี๋ยวนี้เราสามารถ งอแง โวยวาย อ้างเหตุผลเป็นล้านเพื่อให้เธอคิดให้ดีอีกครั้ง และถ้าเธอยืนยัน ก็จะถามเธอว่า แน่ใจนะ ถ้าเธอยืนยันอีก ก็จะถามอีกว่า แน่ใจนะอีก สรุป ไม่ได้เลิกแน่ แต่คงน่ารำคาญชัวร์ 555 แต่มั่นใจในคอนเสปตัวเองว่า ไม่อ้อนวอนขอร้องคุกเข่าร้องไห้ แบบนี้ไม่มีแน่ๆ สบายใจได้ว่าไม่ต้องลำบากใจ
เรารู้แล้วว่า เธอรักเรามากกว่าที่เราเคยคิดไว้ ไม่รู้สิเธอเป็นพวก "
รักนะ แต่ไม่แสดงออก" แต่ตอนนี้เธอก็เริ่มจะทำให้เรารู้โดยการบอกเราตรงๆมากขึ้น เธออาจได้บทเรียนแล้วก็ได้ว่า เราค่อนข้างโง่เง่าเต่าล้านปี ไม่บอกมาตรงๆ ให้คิดไป อีกสิบชาติก็ไม่รู้อยู่อย่างงั้นแหละ เธอเริ่มบอกเราบ้าง หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น หลายประโยคทำให้เรา แปลกใจในความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมาก เราเลยสรุปเอาเองว่า จิงๆเธอก็ยังคงเป็นเด็กขี้อาย พวกเชื่อในความรักที่ไม่พูดอยู่ดี แต่ เพราะ "
รักมากนะ และแสดงออกมานิดนึง" มากกว่า
คำตอบเกี่ยวกับความคิดถึง เลยไม่ค่อยมีบทบาท แม้ว่าจะตั้งคำถามก่อนไปเพื่อตอบเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณคนๆนั้นจริงๆที่ทำให้เราทะเลาะกันระหว่างที่ต้องห่างกันไปด้วย แม้จะเป็นอะไรที่ advance มาก แต่ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เราคงจะผ่านการทดสอบนี้อย่างทุลักทุเล แต่ก็น่ารักดีเหมือนกัน สุดท้ายกลายเป็นว่า สิ่งที่ได้รู้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่านั้น... how deep ? ของพวกเรา
สุดท้ายเราอ่านบทความนี้เอง กลับไปกลับมา เราว่าแม่งโคตรดราม่าเลยว่ะ ถ้าเราโตกว่านี้ เป็นผุ้ใหญ่กว่านี้อีกซัก สเต็ป แล้วเราได้กลับมาอ่านมันอีกครั้ง เราคงคิดว่า บทความแม่งโคดเสี่ยว เขียนลงไปได้ยังไง แต่เราว่ามันก็มีความน่ารักอยู่พอสมควร แบบรักของลูกหมานั่นแหละ ลูกหมาให้พันธุ์อะไรก็น่ารักทั้งนั้นแหละ ถึงแม้จะพันธุ์เสี่ยวๆก็เหอะ เราว่าถึงมันจะเป็นบทความที่ดูแม่งๆ ขาดๆเกินๆ ดราม่าๆ แต่มันก็ดูอบอุ่นดีในแบบของมัน ถ้าเราได้กลับมาอ่านมันจริงๆ เราควรจะได้รู้ว่า ชีวิตตอนเป็นลูกหมามีช่วงที่น่ารักได้น่าอิจฉามากจริงๆ >< อี๊ๆๆ