วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

my mode

หลังจากที่เมื่อวานนอนกลมอยู่บ้านมาทั้งวันจึงค่อนข้างหวังกับการทำกิจกรรมในวันนี้เป็นอย่างมาก...



น้องปุ้มบอกว่าวันนี้ต้องไปสอนน้องจนถึงบ่ายสอง...ตกลงกันไว้ว่าจะไปดูหนังที่เซนทรันบางนา(บ้านแห่งที่สอง)กันหลังน้องปุ้มสอนเด็กๆเสร็จ....โดยหนังที่ถูกมายหมายหัวไว้ก็คือ Devil


แต่ฟ้ามักเล่นตลกกับคนหน้าตาดีเสมอ....


หน้าจอสีดำสะท้อนแสงไฟภายในห้องกบดานใต้หลังคา ณ เวลา สองนาฬิกาคนบนฟ้าได้กำหนดเอาไว้แล้วว่า...ณ วันที่ 25 เดือน 10 ปี 2010 ....ไม่มีพื้นที่สำหรับคุณปีศาจในโรงภาพยนต์...= =”


ความหวังพังทลายติดลบ! ...... เห็นเป็นภาพสโลโมชั่นทันตา ......แล้วตูจะไปทำอะไรที่เซนทรันฟร้า....ง๊า


ณ เซนทรันบางนา


แรกพบสบตาน้องปุ้มหลังจากเมื่อวานไม่ได้เจอ.....อ้าวเฮ้ย...ทำไมเทอใส่ชุดนิสิตละนู๋....วันนี้มันวันหยุดนะ....


และแล้วก็ได้เข้าใจ....อ๋อปะป๊าของที่รักเข้าใจว่าวันนี้ไปเรียน....ฮ่าๆ เด็กหนีเที่ยวนี่หว่าว้ายๆ...


ในเมื่อวันนี้เป็นวันปลอดปีศาจแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรดีเลยตัดสินใจขึ้นไปดูรอบหนังเรื่องอื่นเพื่อจะเจออะไรดีๆ...
เจออะไรดีๆจริงๆด้วย!!!.... แม่เจ้า....แต่ละเรื่อง........ไม่ขอบรรยาย...ละไว้ในฐานที่เราสองคนเข้าใจ....ฮ่าๆ


สุดท้ายก็ไม่มีอะไรทำเช่นเดิม....เมื่อนึกอะไรไม่ออกการกินจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด!... ฮา




ประเดิมกันด้วยสเตกหมู ปลาย่าง ปลาทอด และซุปล็อปสเตอร์ราคาแสนถูก ทำเอาพาลนึกไปว่า...น่าจะเป็นซุปที่พ่อครัวใช้คาถาอัญเชิญวิญญาณล็อปสเตอร์มาลงหม้อมากกว่า...รถชาติโดยรวมถือว่าพอถูไถ.....
ถ้าเอาความอร่อยของสเต็กปลา(ที่ดูเหี่ยวๆประหนึ่งปลาปลงตก)มาหักลบกับความเหนียว(จนกัดไม่ขาด)นุ่มของสเต็กหมูแล้วอ่านะ.....ทั้งถูทั้งไถจริงๆกว่าจะกินหมด!



ยกสองต่อด้วยขนมเพราะเวลาว่างยังเหลือกันอีกยาวไกลจึงเดินดุ่มๆลงลานเทศกาลอาหารด้านล่างส่องหาเหยื่อรายต่อไปมาดับความกระหายของเหล่าพยาธิผู้หิวโหย...หลังจากเดินเป็นระยะทางยาวไกลวนไปวนมาในลานกว้างขนาดประมาณห้าสิบคูณห้าสิบเมตร....น้องปุ้มก็ตกลงปลงใจกับเต้าฮวยฟรุตสลัด....ส่วนน้องมายก็วุ้นกรอบสีท็อกซิก...หร่อยๆ....


กินกันจนกินต่อไม่ลงก็ต้องหาเรื่องทำต่อเพื่อวอมอัพร่างกายไว้ไม่ให้หลับคาที่เพราะเลือดลงไปเลี้ยงกระเพาะหมด...การเดินมาราธอนจึงเกิดขึ้น....

 


ณ จุดๆนี้เราจึงได้แวะเวียนไปยังดินแดนแฟรี่เทล....แปลงกายเป็นมนุษย์ปะหลาดมากมาย....เหตุเพราะคับแค้นใจที่ไม่อาจเข้าพบเจ้าปีศาจได้ในวันนี้.....ฮ่าๆ
เล่นกันจนอิ่มหน่ำสำราญใจก็หมดเวลาพอดี.....หมดเวลาสนุกแล้วซิ๊.....หมดเวลาสนุกแล้วซิ....


 
 
กลับบ้านนอนหลับฝันดี ^_______________^ สวัสดีเซนทรันบางนา


วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กินกับปุ้ม

เชียงใหม่ 20 ตค 2553

สวัสดีเชียงใหม่ครั้งที่สอง หลังจากเรื่องร้ายๆผ่านพ้นไป ฝนก็หายตก แดดออกท้องฟ้าสดใสขึ้นมาซะอย่างนั้นแหละ ได้เวลาออกเที่ยวซะแล้ว ไพลินนนนนน !!!!!! (กับร่างทรงมายจิ๋ว)

จากการมาฮันนิมูนครั้งก่อนกับฮั่นนี๋ เราภูมิใจนำเสนอร้าน iberry by dom & her gf จากที่เราได้ยินมาจากหลายสำนัก หลายแหล่งข่าว เราก็ตั้งอกตั้งใจจะไปให้ได้ แล้วเราก็ไม่ได้ไป เพราะลืม !! ทุเรศ สิ้นดี

ครั้งนี้ ไม่ต้องให้บอกซ้ำอีก แน่นอนว่าเรา... ลืม ฮ่าๆๆ  ลืมตลอดจริงๆ ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร แต่สุดท้ายก็ได้ไปในที่สุด เพื่อนๆบอกว่า "เห้ย เดี๋ยวกูพาไปกินของหวานต่อ พี่โน๊ดๆๆ"  เราก็ "หื้อ อาไรของมึวะ โน๊ดไหน โน๊ด เชิญยิ้มป่าว555" ฮาไปเรื่อยค่ะ สรุปว่าพอถึงจริงๆ เริงร่าเลยค่ะ "อ่าวว ก็มึงไม่บอกกูก่อนว่าโน๊ด อุดม" ถ้ารู้นี่แจ้นมาตั้งแต่วันแรกที่มาถึงละ อยากมาตั้งนานละ ได้มาซะที ผิดอยู่อย่างเดียว แฟนเรามันหายไปไหนว๊ะเนี่ย จะเอาร่างตุ๊กตาร่างทรงมาก็ดูจะโรคจิตไปซักหน่อย เด๋วเดทนอกสถานที่ครั้งหน้าจะพามาชิคที่ไอเบอรี่แน่นอนนะเทอ เค้าสัญญา จุ๊บส์


เก๋ไร้เทียมทานมาก เราชอบอินทีเรีย ที่นี่ แต่ใครๆก็บอกเหมือนๆกันว่าว่าร้านแม่งชิค !!! เราสั่งโอรีโอ้ชีสเค้ก แบบชีสกระฉูดดดมากๆๆๆ อร่อยอ่ะ ไม่แพงด้วยราคาประมาณคัพบีเลย แต่อร่อยกว่าเยอะ เยอะมาก เยอะมากๆ ไม่รู้จะพูดยังไง ต้องลองไปชิมเองแล้วแหละ คนละสาขาก็อร่อยเหมือนกันนะ แต่บรรยากาศนี่ได้คนละแบบเลย กะว่าจะไปลองให้ทั่วๆ เล็งไว้อีกที่น่าไปนั่งช่วงเย็นๆก็คือที่ ลาวิลล่า แถวๆอารีย์ ลง รฟฟ มาก็เจอเลย หาง่าย น่ารักดีด้วย

เรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็น คอมบิเนชั่น ระหว่าง สตูดิโอถ่ายภาพ และ ร้านกาแฟ และร้านไอติมผสมกัน น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!! น่าไปกับแฟนมาก ให้ตาย !! ขนาดห้องน้ำยังชิค !! ห้องน้ำเป็นปุนเปลือยแล้วเพนท์สี เสียดายไม่ได้ไปถ่ายรูปมาให้ดู  ... ออกแนวจะโรคจิตนิดๆแล้วนะ

ต่อไปหันมาเดินย่อย เชียงใหม่มี gallery & shop เยอะมาก บาง gall ก็เปิดข้างล่างเป็นร้านเหล้าด้วย แถวๆนิมมานนี่ จำนวนมหาศาลเลยทีเดียววว !!!   มี gall & shop ที่นึง ชื่อว่า hern (เหิร) แกลน่ารักมาก พี่คนขายเป็นกันเองมาก พูดเก่งทีเดียว บอกว่าวันพรุ่งนี้เค้าจะมี งาน ออนเซนกัน เหมือนพยายามชักจูงมาก ออนเซนนี่ล่อแหลม ผ้าขนหนูจิ๋วหนึ่งผืนนี่ต้องคิดเอาเองว่าจะเอามาปิดกันอาย จะปิดข้างล่างหรือปิดข้างบนดี ... ถ้าเอามั่นๆ เราแนะนำให้ปิดหน้าตัวเอง จะเวิร์คสุด จะได้ไม่ต้องอายใคร 5555



หลังจากสนุกสนานกันมามากพอ กลับมาคิดถึงแฟนต่อ ไปไหนแอบหยอดโปสการ์ดไว้ แต่ประเด็นคือ ส่งผิดช่อง สรุปว่าไปหย่อนอยู่ในช่อง ส่งในเชียงใหม่ เลยต้องลุ้นกันหน่อยนะว่ามันจะถึงมือเทอรึเปล่า หรือว่าจะได้ชาติไหน 555 ถ่ายรูปเอาไว้ด้วย เป็นที่ระลึก เพื่อนๆหมันใส้ใหญ่เลย   เฮ้ออๆๆๆๆ อิจฉาละซิ 555


 เชียงใหม่ที่รัก จุ๊บส์ เทอ
สวัสดี

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ระหว่างทาง

เราเคยอ่านหนังสือเล่มนึง พูดถึงเรื่องการเดินทางว่า การเดินทางเกิดจาก "การเดิน" และ "ทาง"
มันเป็นหนังสือเขียนเอาฮาทั้งเล่ม มาตอนนี้รู้และแม่งโคตรปรัชญา ถ้ากลับไปอ่านอีกครั้งอาจไม่ตลก

เราว่าจริงๆแล้วการเดินทางเป็นเรื่องของปรัชญาล้วนๆ เค้าบอกว่า "ทาง" นั้นสำคัญว่า "การเดิน"
และมีหนังสือถึงสองเล่มบอกว่า "ทาง" สำคัญกว่า "จุดหมายปลายทาง" ซึ่งเราว่านะ
มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ !!


ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางไกลเองบ้าง ออกไปจากความศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯ ออกไปจากสาระบบชีวิตของคนซักคนประมาณเวลา 7 วัน  แล้วมารู้เอาตอนจะไปว่า เหงาอะไรอย่างงี้วะ?

อะไร "ระหว่างทาง" ??
เราคิดว่าห่างกันก็น่าจะพอแล้วสำหรับการหาคำตอบ คำตอบของคำถามที่ว่า "เราจะคิดถึงกันขนาดไหน"
แต่ ! โชคชะตาหยอกล้อกับชีวิตคนเสมอ และเราเองก็ตกเป็นเหยื่อ ...
โชคชะตาแค่อยากเล่นด้วย แต่ออกจะรุนแรงไปซักหน่อย คราวหน้าเบาๆหน่อยนะ เราตกใจ !   
ใครบางคน (จากบนฟ้า) อาจคิดว่า จะหาคำตอบทั้งที คำถามแค่นี้น้อยไปว่ะนาย !! ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
จัดไปชุดใหญ่เลยอาจจะดีกว่า... วันที่สองของการเดินทาง วันอังคารที่18 ตุลาคม 2553 เราก็ได้รับ การพิสูจน์ชุดใหญ่นั้นอย่างฉับพลันทันที !!

ภาพเหตุการณ์ลางเลือนมาก จำได้เป็นคีย์เวิร์ด เสียงในโทรศัพท์ดูจะขุ่นและรุนแรง เหตุผลและอารมณ์ตบตีกันเละเทะ เหตุผลของเรากลายเป็นข้ออ้างของเธอ ความผิดของนักโทษที่มีประวัติไม่ดีการทำผิดซ้ำๆ ทำให้วันนี้นักโทษจะถูกประหาร..... แต่ว่าทำยังไงดี นักโทษดูจะอยากได้อภัยโทษ !!!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้านักโทษแอบกุ๊กกิ๊กกับผู้พิพากษาได้จะรอดตายในวาระสุดท้ายของการตัดสิน
สุดท้ายเธอบอกเราว่า อารมณ์จะอยู่เหนือเหตุผลทุกอย่าง งั้นนี่มันก็ศาลเตี้ยชัดๆ เราว่าก็ใช่
เรื่องบางเรื่องควรใช้สมอง แต่เรื่องบางเรื่องเหมาะกับสัญชาติญาณมากกว่า ถ้าใช้สมองมากไปก็จะ
ทรมานตัวเองเปล่าๆ

after shock
จากเรื่องนี้มีเยอะมาก เรียกว่าอึ้งกิมกี่ไปเป็นวันๆ หลังจบการพิพากษาแล้ว ต่างคนต่างเก็บเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปประเมินผลตามศักยภาพส่วนบุคคล เรารู้สึกผิดในสิ่งที่ทำ รู้สึกอับอายที่โวยวาย ร้องไห้เป็นบ้าเป็นบอขนาดนั้น โอ้ยจะบ้าตาย ทำไปได้ยังไง คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า ถ้าเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง เราจะทำยังไง ลองมาคิดกลับกัน ถ้าเราเป็นเธอ เราก็คงเป็นอย่างเธอนั่นแหละ ใครมันจะไปทนได้ .... เธอน่าจะเกลียดเราไปแล้ว จริงๆ  แต่เปล่า มันไม่ใช่ วันถัดไป เธอบอกเธอกลับมาคิด ด้วยระบบแทนค่าสมการ หาค่า x ออกมาแล้วเธอบอกว่า มันเป็นเรื่องเล็กๆ (เธอคงลืมว่าเรื่องเล็กๆ กับเรื่องร้ายแรงเป็นเรื่องเดียวกันได้ แต่เธอจำไม่ได้ก็ดี ถ้าเธอจำได้เธออาจจะเลิกกะเราอีกก็ได้ เราก็แย่สิ555) ที่ไม่น่าต้องมาทำให้เราเสียใจขนาดนั้น (พระเอกมักโผล่หัวมาตอนจบเสมอ) เธอบอกว่า "I never let you go" หล่อมาก !!
เธอขอโทษ เธอขอบคุณ  ระบบความคิดของเธอทำให้เราแปลกใจอีกแล้วแหละ
ยังยืนยันคำเดิม เราไม่เข้าใจเธอ และคงไม่มีวันเข้าใจ แต่ก็หาเหตุผลว่าจะเข้าใจไปทำไมไม่ได้เหมือนกัน เราก็เลยไม่รู้ว่าเราจะหาไปทำไม ในเมื่อเราก็มีความสุขดี ในเมื่อเชือกที่ผูกคานที่ไม่เหมือนกัน มันสามารถมัดคานที่ต่างกันไว้ด้วยกันได้ เราก็ไม่รู้จะแกะเชือกออกเพื่อเชื่อมคานให้ติดกันทำไมให้น่าอึดอัดในเมื่อเชือกมันแน่นพอสำหรับมัด สู้ปล่อยเอาไว้ให้ล้อมันดูเก๋ๆ น่าจะดูดีกว่าเยอะ ว่าป๊ะ?

คำตอบที่สัญญาไว้ ก็คือ

เราเคยคิดว่า เราควรเอาเชือกออกและเชือมคานซักที วันนี้เราว่า มันไม่ต้องแล้ว ถ้ามันเชื่อมยากอย่างงี้
ผูกเชื่อกให้แน่นๆน่าจะง่ายกว่า
เผื่อเธอแปลไม่ออก-เราคิดว่า ไม่ต้องหาทางจะปรับตัวกันแล้วเพราะจนปัญญา เอาแค่รักให้มากๆ น่าจะง่ายกว่า

เรารู้แล้วว่าเรารักเธอมากกว่าที่เราเคยคิดไว้....เธอคงอยากรุ้ว่า ที่คิดไว้เป็นยังไง และตอนนี้เป็นยังไงใช่มั้ย?.... ก็คือว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกันคือเราเคยคิดว่า ถ้าซักวันต้องเลิกกัน เราคงเสียใจ แต่เราคงไม่ยื้อเธอไว้แต่ตอนนี้เราคิดว่า เราไม่มีเธอ ...ไม่ได้แล้วว่ะ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า เดี๋ยวนี้เราสามารถ งอแง โวยวาย อ้างเหตุผลเป็นล้านเพื่อให้เธอคิดให้ดีอีกครั้ง และถ้าเธอยืนยัน ก็จะถามเธอว่า แน่ใจนะ ถ้าเธอยืนยันอีก ก็จะถามอีกว่า แน่ใจนะอีก  สรุป ไม่ได้เลิกแน่ แต่คงน่ารำคาญชัวร์ 555 แต่มั่นใจในคอนเสปตัวเองว่า ไม่อ้อนวอนขอร้องคุกเข่าร้องไห้ แบบนี้ไม่มีแน่ๆ สบายใจได้ว่าไม่ต้องลำบากใจ

เรารู้แล้วว่า เธอรักเรามากกว่าที่เราเคยคิดไว้ ไม่รู้สิเธอเป็นพวก "รักนะ แต่ไม่แสดงออก" แต่ตอนนี้เธอก็เริ่มจะทำให้เรารู้โดยการบอกเราตรงๆมากขึ้น เธออาจได้บทเรียนแล้วก็ได้ว่า เราค่อนข้างโง่เง่าเต่าล้านปี ไม่บอกมาตรงๆ ให้คิดไป อีกสิบชาติก็ไม่รู้อยู่อย่างงั้นแหละ เธอเริ่มบอกเราบ้าง หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น หลายประโยคทำให้เรา แปลกใจในความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมาก เราเลยสรุปเอาเองว่า จิงๆเธอก็ยังคงเป็นเด็กขี้อาย พวกเชื่อในความรักที่ไม่พูดอยู่ดี แต่ เพราะ "รักมากนะ และแสดงออกมานิดนึง" มากกว่า

คำตอบเกี่ยวกับความคิดถึง เลยไม่ค่อยมีบทบาท แม้ว่าจะตั้งคำถามก่อนไปเพื่อตอบเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณคนๆนั้นจริงๆที่ทำให้เราทะเลาะกันระหว่างที่ต้องห่างกันไปด้วย แม้จะเป็นอะไรที่ advance มาก แต่ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เราคงจะผ่านการทดสอบนี้อย่างทุลักทุเล แต่ก็น่ารักดีเหมือนกัน สุดท้ายกลายเป็นว่า สิ่งที่ได้รู้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่านั้น... how deep ? ของพวกเรา

สุดท้ายเราอ่านบทความนี้เอง กลับไปกลับมา เราว่าแม่งโคตรดราม่าเลยว่ะ ถ้าเราโตกว่านี้ เป็นผุ้ใหญ่กว่านี้อีกซัก สเต็ป แล้วเราได้กลับมาอ่านมันอีกครั้ง เราคงคิดว่า บทความแม่งโคดเสี่ยว เขียนลงไปได้ยังไง แต่เราว่ามันก็มีความน่ารักอยู่พอสมควร แบบรักของลูกหมานั่นแหละ ลูกหมาให้พันธุ์อะไรก็น่ารักทั้งนั้นแหละ ถึงแม้จะพันธุ์เสี่ยวๆก็เหอะ เราว่าถึงมันจะเป็นบทความที่ดูแม่งๆ ขาดๆเกินๆ ดราม่าๆ แต่มันก็ดูอบอุ่นดีในแบบของมัน ถ้าเราได้กลับมาอ่านมันจริงๆ เราควรจะได้รู้ว่า ชีวิตตอนเป็นลูกหมามีช่วงที่น่ารักได้น่าอิจฉามากจริงๆ   ><  อี๊ๆๆ

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

the day before tomorrow

เราจะออกเดินทาง...


เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า...เตรียมตัวเตรียมใจออกไปข้างนอนโน่น
ตื่นเต้น แต่ก็ หงอย กร่อยยังไงก็ไม่รู้ เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือ เราจะขึ้นไปเหนือ
เพื่อไปดูงาน โรงงาน เซรามิก ตามที่ต่างๆที่ภาคเหนือ ... ที่เชียงใหม่
เชียงใหม่ ... ที่ๆเราเคยไป ..ด้วยกัน

ครั้งนี้คงไม่มี ผัดไทยที่อร่อยที่สุดใสโลก ไม่มีซาลาเปาที่อร่อยที่สุดใสโลก ไม่มีดินเนอร์สุดสวีทกู้ดวิว ไม่ได้เดินตามแสงของโคมลอย   แล้วก็... ไม่มีเธอมาอยู่ด้วยกัน

คิดแล้วเศร้า แต่ไม่อยากให้เศร้าเลย หลายๆครั้งที่เราพูดว่า "เด๋วพร่งุนี้ก็ไม่เจอกันแล้วนะ" แต่สุดท้าย อีกวันเราก็จะเจอกันทุกครั้งไป ครั้งนี้แหละ ครั้งนี้แหละ ที่พรุ่งนี้จะไม่ได้เจอกันแล้วนะ จริงๆเรายังคิดสภาพของเราทั้งสองคนไม่ออก เพราะไม่เคยเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาเลย เป็นภาพที่เราเหนือจินตนาการของเราไปแล้ว เราจะร้องไห้มั้ยนะ เราจะร้องวันที่เท่าไหร่นับจากวันแรกที่ต้องไม่เจอกันนะ ตั้งแต่คุยกันมาจนเดือนที่แปดแล้ว เราก็ยังไม่เคยห่างกันเกินสองวัน แล้วนี่ หนึ่งอาทิตย์ หาจุดใกล้เคียงความเป็นไปได้ก็จินตนาการไม่ออก .. พรุ่งนี้จะเป็นยังไง วันมะรืนนี้จะเป็นยังไง วันต่อๆไปจะเป็นยังไง

.....และเราคิดถึงเธอ...


อีกสี่ชั่วโมงเราคงงง...

"เราจะออกเดินทาง"



การเดินทางครั้งนี้ เราไปเอาเรื่องราว เราไปเอาความรู้ เราไปเอาคำตอบหลังการต้องห่างกัน เราคิดว่า มันจะทำให้เรารู้ว่า เรารักกันมากแค่ไหน?

เราสัญญาว่า เมื่อเรากลับมา เราจะมาตอบ ว่า " เรารักกัน....มากแค่ไหน"


วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

a day

ขอชื่อภาคภาษาไทยว่า "หนึ่งวันเดียวกัน"เดียวกันไหน??... ตอบ: เดียวกันกับวันที่อยู่บ้าน ??!!

ความเดิมตอนที่แล้วคือ กลางวันเราไปนั่งกินนอนกิน(จริงๆด้วย)อยู่ที่"อยู่บ้าน" อยู่จนเย็นย่ำจะค่ำแล้วเราก็คิดได้ว่า เราต้องทำงานแล้วแหละ ถึงเวลาที่วิศวะปีสี่ต้องไปประชุม senior project  ถึงเวลาที่ถาปัดปีสี่ต้องคุยงานไฟนอลโปรเจคกราฟฟิคสินะ...เพราะอะไรหรอ ....
อ๋อ เพราะมันต้องส่งพร่งุนี้แล้วไง.... ไหนงานๆๆ ??
ไม่เห็นจะมี! 

เพื่อนสาวโทรมาแจกแจงงานเป็นที่เรียบร้อย โจทย์ของเราคือ "ปรับปรุง space ห้องสมุด" สุดท้ายเหมือนเราจะยังไม่หลุดจาก ดอกหญ้า ซีเอ็ด เอเชียบุค บลาๆ ซักที คิดไปคิดมาก็น่าเบื่อ มองหน้าบี๋ ยังไงดี กับโปรเจคนี้ บี๋จัดการกูเกิลด่วนๆให้หนึ่งที่...

วันนี้เราจะไปทองหล่อกัน !!    
เราฉีกโลกของดอกหญ้า ตบหน้าซีเอ็ด และเก็บเอเชียบุค ลงกล่อง
... (ออกจะฟังดูเว่อไปซักนิด).....แต่สัญญาว่าจะชิคกว่าด้วย bookmark tonglor !! 
สองทุ่มเราเดินเหงื่อตกกันแถวสุขุมวิท 55 มืดมาจริง เหนื่อยมากนี่จริงกว่า แถมยังหาไม่เจอ ถามใครก็ไม่รูจัก นี่มันร้านบ้าอะไรวะ ลึกลับชิบหาย เดินจนถึงตึก 3rd place ... และเจอกันซักทีนะ bookmark
 

     สำหรับมุมมองของเรากับร้านนี้ เราว่าดีนะ เค้ามีความสนใจในการทำให้ร้านหนังสือเป็น อะไรที่มากกว่าร้านหนังสือ ประเด็นคือคนทำเค้ามีทุน และค่อนข้างให้ความสำคัญกับอินทีเรียสูงมาก ทั้งmaterials และ space และแนวคิดบางประการ แต่ท่าทางจะไม่ได้จ้าง graphic designerมาด้วยหรืออย่างไรไม่ทราบ กราฟฟิคป่วยมาก แต่ก็ดีที่มีจุดบอด แถมตรงกับที่เราต้องการเอามาปรับกราฟฟิคส่งอาจานพอดี เราก็สร้างฝันในอากาศ วิมานใหม่สวยหรุดูดีมี style high สุดๆ   เชื่อเรา.... โปรเจคเราต้องโคดเจ๋ง !

ซักสองทุ่มครึ่ง ขออนุญาตอิ่มตัวกับการทำ research แล้วออกมาลั๊นลาแถว j avenue เราเลือก iberry

ออกจะบ้านนอกซักนิดนะ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม่เคยทานไอติมของที่นี่เลย ปกติก็บ้านๆ ไม่ได้ลึกซึ้งกับของหวานจำพวกนี้ซักเท่าไหร่ เราเห็นว่าร้านน่ารักดี บี๋หดหู่อยู่ด้วยสิ จัดน้ำตาลฉีดเข้าเลือดเธอซักหน่อยจะดีกว่ามั้ย   ... "เอ๊ยเทอ เด๋วเค้าเลี้ยงติม แล้วหายนอยด์นะ! "   โหยย ตอนนั้นพูดออกไปได้ไง โคดใจป้ำ !! ..คิดในใจ ถ้ามันกินแล้วยังไม่ยิ้มนี่  จะคุ้มมั้ยนะเรา !?  เราสั่งไอติมกันสามลูก แน่นอนว่าลูกแรกที่นึกถึง เราถามถึงส่วนผสมของมิ้นช็อค ซึ่งไม่มีที่นี่... ได้มิ้นอะไรมาไม่รู้ ซึ่งก็พอไหว
ลูกที่สอง เป็นอะไรก็ไม่รูอีกเหมือนกันชื่อก็ชื่ออะไรไม่รู้ แม่งโคดยาว อ่านก็โคดยาก ร้านก็ร้านคนไทยทำ คิดชื่อไทยๆง่ายๆหน่อย เผลอๆจะเก๋ไก๋กว่า นี่ชื่ออลังเว่อไม่ฟังแล้วงงว่านี่มันออกมาเป็นรสชาติอะไรวะเนี่ย ความจริงอันนี้เราเลือกจากหน้าตาล้วนๆ แบบว่า นมๆ ครีมๆ เหลืองๆ มีชอคโกแลตเปรอะนิดๆ ดูเข้มข้น ก็เอาอันนั้นแหละ และไอ่ลูกนี้ชื่อเราว่าแปลก แต่รสชาติแม่งแปลกกว่า เคยได้ยินคำว่าคนนี้สวยแบบหน้าแปลกมั้ย อันนี้เราคิดว่ามันอร่อยแปลกๆดี
 ลูกที่สาม อันนี้มองหน้าคนนอยด์ เอ้า อยากกินไรจ๊ะ.. ได้ใบหน้ากรอยๆกลับมา คำตอบแบบ ปุ้มๆมายๆ ว่า แล้วแต่ ยังไงก็ได้ คำตอบจำพวกนี้ ควรจัดอยู่ในประเภท คำถามสร้างรอยหยักในสมอง ยิ่งฟังยิ่งต้องคิด ตอนแรกก็ว่าคิดไม่ออกอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งมึนหนักเข้าไปอีก  สุดท้าย สิ่งที่เซฟที่สุดที่เราเลือกได้ตอนนี้คือ... vanilla เรียกว่ายังไงดี โคดเซฟ แบบว่า ถ้ามึงทำไม่อร่อยนี่นะ ... ก็ ก็ ก็..
ก็ทำไป แต่กูจะไม่มากิน ! 

สีฟ้าๆแน่นอนว่ามิ้น สีเหลือเป็นวานิลลา สียังไงไม่รู้อีกก้อนนั้น ก็ไอ่ชื่อยาวนั่นแหละ

นี่คือของหวานสำหรับค่ำคืนนั้นก่อนจะโศกศัลย์กันในหลายวันถัดมา..
ราตรีสวัสดิ์ พี่น้องชาวไทย !

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

home sweet home

 "at home cafe" ร้านกาแฟจริงๆไม่ใช่บ้าน ?
การไม่ได้เที่ยว
ทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่ในตัวเมืองที่โคดวุ่นวาย ซึ่งเราโทษการเรียน เราโทษการจราจรกรุงเทพ และตอนนี้เราได้รู้ว่า การไม่ได้เที่ยวนั้น ทำให้อารมบูด และแน่นอน หากเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น เราจะโทษว่า เพราะช่วงนี้เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนกันเลย !!!!
อาการติดแหง็กจากการเรียนที่มหาลัยชื่อดังแถวสามย่านนั้น ทำไม่เราไม่เคยหลุดไปจาก วงจรสยาม ไกลที่สุดที่เราไปกันเรามองว่ามันท้าทายเรามากก็คือ แพลทตินั่ม(ไปบ่อยมากแต่ไม่เคยได้อะไรกลับมาเลย)  จริงยิ่งกว่าจริง คือ พารากอน สยามดิส สยาม บลาๆ ไม่ไกลจากนั้น เราเดินมาไม่ต่ำกว่าสามปีแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นอันต้องทำให้ยังคงต้องเดินตามทางนั้นต่อไปในทุกๆวัน ตราบใดที่เรายังไม่ว่างพอจะออกไป "ข้างนอนโน่นน" เราก็ยังคงวนเวียนอยู่ใน "วงจรสยาม" อยู่ดี สุดท้าย เราก็ต้องหยุดเดินมานั่งพักกันบ้าง เราเที่ยวมองหาร้านกาแฟ เอาไว้เป็น เซฟเฮ้าส์ ซักที่ 

Starbuck: เมื่อปีก่อนไปบ่อยมากจริง  ตอนนี้เราพึงระลึกแล้วว่า เมื่อทรัพย์จาง เราจำต้องห่างกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะหวนมาพบกันอีกเร็วๆนี้

coffee world : หลังจากที่ไปแวะบ่อยๆแถวๆ เซ็นบาง( เซนทรัลบางนา หาใช่ เซนโย บางนา แต่อย่างใด) เรารู้แล้วว่า ฟองนมอร่อยมาก เยี่ยมเลย ไปอุดหนุนซักพัก แล้ว.. โอเค ฟองนมอร่อยมาก

Cup B: อันนี้เราเองชอบ นั่งมาหลายปีแล้ว ตอนยังไม่ได้เรียนอินทีเรีย แม่งโคดเก๋เลยแต่งร้าน พอได้เรียน มามองมันอีกที สงสัยมากว่าคนแต่งร้านมันเรียนออกแบบภายในหรือเรียนกราฟฟิคกันแน่.. สิ่งที่ไม่ชอบคือ เค้กแพง และไม่อร่อย น้อยอย่างมากจะกินแล้วอร่อย แล้วก็ ราคาเที่ยบเท่าพี่บัค แต่ ภาพลักษณ์ยังไม่เท่า ... และ เค้กไม่อร่อย จริงจัง (แต่เค้าบอกไขมันต่ำ)

อยู่บ้าน : เราชอบชื่อร้านนี้ เป็นชื่อไทยๆ เข้าไป ความรู้สึกอย่างแรกคือ โซฟานั้นของชั้นนะยะ ! .เราจะใช้สายตาจับจองโซฟาในเสปซที่ดีที่สุดอยู่ตัวเดียว นอนนั้นเป็นเก้าอี้ไม้ ไม่บอกก็รู้ได้เลยว่า อย่างแข็ง! ดังนั้น ข้อเสียของที่นี่ก็คือ เสปซดีๆมีน้อย ใช้สอยได้ให้ใช้ให้นานที่สุด !!!!


เครปเค้ก  ก้อนเบอเร่อ มีซอสให้สองรส มีชอคโกแลตเข้มข้น และ สตอเบอรรี่ มันจะออกเปรี้ยวๆหวานๆ ก็ยังคงอร่อย แนะนำ  ชาวนิลา จาก พี่คนขาย เมนิดา ??? "555"  และ ที่โคดดดด อร่อยจริงจังคือ นมคาราเมล อันนี้บี๋สั่ง แต่หลังจากนั้น ก็สั่งแต่อันนี้ทั้งสองคน

และที่สุดของความสำคัญของร้านนี้คือ... บ้านก็คือบ้าน อยู่บ้านก็สบายเหมือนอยู่ที่บ้าน นี่ เรามีหลักฐาน

อยู่บ้านมันก็สบายอย่างงี้แหละ ว่ามั้ย??